• 15 MAY 17
    • 0
    โรคเบาหวาน

    โรคเบาหวาน

    โรคเบาหวาน คือ ปัสสาวะหวานนั้นเอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะหวานเพราะร่างกายเราไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้หมด น้ำตาลที่เหลือก็จะผสมอยู่ในกระแสเลือดและถูกไตขับทิ้งออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เป็นเหตุให้ปัสสาวะหวาน

     

    สาเหตุที่ทำให้น้ำตาลเกินในกระแสเลือด

    • คนปกติ ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ อินซูลินออกมา ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่นำน้ำตาลออกไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆทั่วร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน
    • คนเป็นเบาหวาน ถ้าอินซูลินเกิดบกพร่องจะทำให้อินซูลินนำน้ำตาลไปให้เซลล์ต่างๆได้น้อย จึงเหลือน้ำตาลในกระแสเลือดมากเกินไปเป็นสาเหตุให้ปัสสาวะออกมาหวาน

     

    สาเหตุที่ทำให้อินซูลินไม่มีคุณภาพหรือมีปริมาณน้อย

    1. ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาได้น้อยลง จึงทำให้มีอินซูลินน้อยกว่าปริมาณน้ำตาล น้ำตาลที่เหลือจะไปอยู่ในกระแสเลือดมากทำให้กลายเป็นเบาหวาน
    2. ในคนอ้วน อินซูลินไม่สามารถพาน้ำตาลไปได้ เพราะเซลล์ไขมันจะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน ทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่
    3. สตรีมีครรภ์ ในสตรีบางคนเวลาตั้งครรภ์จะผลิตฮอร์โมนบางตัวออกมารบกวนการทำงานของอินซูลิน
    4. อินซูลินบกพร่อง ซึ่งพบน้อยมากเกิดจากการผิดปกติของยีนต์

     

    กลุ่มเสี่ยงเป็นเบาหวาน

    1. มีญาติเป็นเบาหวาน
    2. คนอ้วน น้ำหนักเกิน จะพบว่าคนอ้วนเป็นเบาหวานถึง 85 เปอร์เซ็นต์
    3. คนที่มีประวัติว่าตั้งครรภ์แล้วแท้งบ่อยๆ สาเหตุคือ แม่เป็นเบาหวานแล้วไม่ทราบทำให้โอกาสแท้งได้
    4. ผู้ที่เป็นแผลติดเชื้อบ่อย เช่น แผลที่มือ เท้า ปัสสาวะอักเสบ เป็นแผลหายยากหายช้าต้องรีบไปตรวจ

     

    วิธีตรวจเบาหวาน

    วิธีการตรวจหาค่าน้ำตาลในเลือดแบบคราวทำได้ง่าย ด้วยเครื่องตรวจเบาหวานโดยการเจอะเลือดบริเวณปลายนิ้วแค่หยดเดียวก็จะรู้ค่าของน้ำตาลในเลือดได้แล้ว สามารถทำเองได้ที่บ้าน

     

    ค่าของน้ำตาลในเลือด

    คนปกติ ก่อนทานอาหารต้องมีน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังอาหารต่ำกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

    คนที่เป็นเบาหวาน ค่าของน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก่อนทานอาหาร และมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หลังจากทานอาหาร

    คนที่อยู่ระหว่างกลาง ผู้ที่อยู่ระหว่าง 100-125 ก่อนทานอาหาร และ 140-199 หลังทานอาหารนั้นอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจเป็นหรือไม่เป็นก็ได้ต้องทำการตรวจไหม่ โดยการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำซึ่งจะก่อนทำการตรวจต้องอดอาหาร 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน แล้วมาเจอะเลือดในตอนเช้า หลังจากเจอะครั้งแรกจะต้องดื่มน้ำตาลกลูโคสทันที 1 แก้วให้หมดภายใน 5 นาที แล้วรออีก 2 ชั่วโมงจึงจะทำการเจอะเลือดอีกครั้งเพื่อดูความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังจากที่ร่างกายได้รับน้ำตาล ดูว่าฮอร์โมนอินซูลินจะยังมีคุณภาพสามารถพาน้ำตาลไปใช้ได้ดีขนาดใหน มีเหลือตกค้างหรือไม่

     

    อาการของคนเป็นโรคเบาหวาน

    1. เข้าห้องน้ำบ่อย รู้สึกเหมือนต้องการปัสสาวะทั้งวัน ซึ่งการถ่ายปัสสาวะจะบ่อยขึ้นหากมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป
    2. รู้สึกหิวน้ำจนต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ และรู้สึกว่าดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่พอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของเบาหวานได้
    3. น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ อาการนี้จะเด่นชัดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1
    4. อ่อนเพลียและเหนื่อยล้า สาเหตุจากกลูโคสอีกเช่นกัน เซลล์ของร่างกายจะขาดแคลนพลังงาน ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยง่าย และร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ
    5. มีมีอาการเหน็บชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มบริเวณมือ ขา หรือเท้า อาการนี้เรียกว่าเส้นประสาทอักเสบ ซึ่งจะเป็นมากขึ้นทีละน้อย
    6. อาการและสัญญาณเตือนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นอาการตามัว ผิวหนังแห้งหรือคัน มีการติดเชื้อบ่อยขึ้น บาดแผลที่ใช้เวลานานผิดปกติกว่าจะหาย ก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
    7. อาการตามัว ผิวหนังแห้ง มีการติดเชื้อบ่อยขึ้น บาดแผลหายช้า อาจเป็นอาการเบื้องต้นของการเป็นโรคเบาหวาน

     

    หลักการดูแลรักษาโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงให้ดีขึ้น

    1. ต้องควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้มากที่สุดเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และจากความดันโลหิตสูง โดยการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
    2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (Lifestyle) เป็นการช่วยการเผาผลาญในร่างกายให้ดีขึ้น เช่น ลดความเครียด กินอาหารพวกแป้งให้น้อยลง กินพวกผักผลไม้ให้มากขึ้นออกกำลังกายในที่ทำงาน ทุกๆ 3 ชั่วโมง, เล่นกีฬาอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และพักผ่อนให้เพียงพอ
    1. ฟื้นฟูความเสื่อมด้วยฮอร์โมน ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำให้ลดยาลงหรือหายขาดได้
    2. ใช้เซลล์บำบัด (Cell Therapy) ในรายที่เบาหวานต้องฉีดอินซูลินหรือคนที่มีความดันแล้วใช้ยาลดความดันไม่ลง ด้วยความปารถนาดีจาก รพ.สหวิทยาการมะลิ ที่ใช้หลักการดูแลรักษาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) เพื่อให้คุณแข็งแรงเหมือนหนุ่มสาว

     

    เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง รักษาให้ดีขึ้นหรือหายขาด

    พูดถึงโรคเบาหวานกับความดันโลหิตสูงทุกวันนี้คนไทยเป็นกันเยอะมาก และการรักษาในปัจจุบันก็ทำได้เพียงประคับประคองไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นหรือหายขาด อีกทั้งยังพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีภาวะแทรกซ้อนตามมาด้วย ทำให้อายุสั้นหรืออยู่อย่างทุพพลภาพ แต่ตอนนี้เรื่องที่น่ายินดีโรงพยาบาลสหวิทยาการมะลิมีแนวทางการรักษาใหม่ๆ ที่สามารถรักษาเบาหวานและความดันโลหิตสูง ให้ดีขึ้นด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพ (Regenerative Medicine) มีคนไข้จำนวนมากสามารถหยุดยาหรือลดจำนวนยาที่ใช้ลง และฟื้นฟูสุขภาพกลับมาดีขึ้นและไม่พบภาวะแทรกซ้อนคุณภาพชีวิตดีขึ้นและมีอายุยืนเหมือนคนปกติทั่วไป

    เบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นโรคกลุ่มเดียวกัน เกิดจากปัญหาการเผาผลาญของร่างกายซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนลดลงพออายุมากขึ้นทำให้การเผาผลาญไม่ดีด้วย หากกินมากขึ้นโดยเฉพาะพวกแป้งจะมีการสะสมเป็นไขมันทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นชัดบริเวณหน้าท้องที่เรียกว่า “ลงพุง” ซึ่งเซลล์ไขมันเหล่านี้จะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินทำให้ตับอ่อนที่ทำหน้าที่สร้างอินซูลินทำงานหนักขึ้นจึงเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้การผลิตอินซูลินลดลงเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ในขณะเดียวกันเมื่อการเผาผลาญไม่ดีทำให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งไปทำลายผนังเส้นเลือด ร่างกายมีกลไกในการซ่อมแซมผนังเส้นเลือดด้วยการเอาไขมันไปปิดแผล และร่างกายสร้างหินปูนพอกบริเวณนั้น ส่งผลให้เกิดภาวะเส้นเลือดตีบและแข็งเกิดความดันโลหิตสูง ความเสื่อมของเส้นเลือดมีผล ต่อความเสื่อมต่ออวัยวะทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าระดับฮอร์โมนที่ลดลงเป็นสาเหตุสำคัญของความเสื่อมของอวัยวะในร่างกายของเราที่ก่อเกิดโรคเรื้อรัง (NCDs) อีกมากมาย

    รักษาโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง โดยการรักษาระดับฮอร์โมนให้สมดุล เพื่อที่กระตุ้นสเต็มเซลล์ภายในร่างกายให้กลับมาทำงานอย่างขยันขันแข็งใหม่ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมให้ดีขึ้น เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานตับอ่อนจะแข็งแรงขึ้น ส่วนโรคความดันโลหิตสูงผนังเส้นเลือดแดงยืดหยุ่นมากขึ้น ลดภาวะเส้นเลือดแดงตีบตัน นอกจากนี้ยังไปซ่อมแซมเซลล์อื่นทั่วร่างกายไม่ว่าจะเป็น ตา ไต หัวใจ สมอง ทำให้สุขภาพร่างกายทั่วไปแข็งแรง คุณภาพชีวิตดี อายุยืน

     

    เมื่ออาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเบาหวาน ก็เป็นผลจากการที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเกินไป หากคุณสังเกตว่าตนเองมีอาการข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ

    Leave a reply →

Leave a reply

Cancel reply

Photostream